2007/Jul/24

ขณะเดียวกันมีการตั้งกระทู้คำถามให้ชาวเว็บไซต์ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับแฟชั่น แอ๊บแบ๊ว น่ารัก หรือ ดัดจริตจนเกินงาม ที่สำคัญได้พบความหมายของอาการแอ๊บแบ๊วในเว็บไซต์สืบค้นลักษณะเดียว กับเว็บไซต์ วิกิพีเดีย หรือ สารานุกรมเสรี ที่ชื่อ อันไซโคลพิเดีย หรือ ไร้สาระนุกรมพิเดีย http://th.uncyclopedia.info/wiki ให้คำนิยามและความหมายของคำว่า แอ๊บแบ๊ว ไว้สรุปใจความว่า

แอ๊บแบ๊ว เป็นคำวิเศษณ์ที่กำลังนิยมในหมู่วัยรุ่นตอนนี้ ซึ่งต่างกันเพียงเส้นกั้นบางๆกับคำว่า กระแดะ เป็นคำที่ได้ถูกบันทึกลงในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน และเป็นที่ฮือฮามาก ซึ่งใน ไร้สาระนุกรมพิเดีย ยังระบุเคล็ดลับ "แอ๊บแบ๊ว" อีกว่า เป็นอาการทางจ(ริ)ตชนิดหนึ่ง มักเกิดขึ้นในเพศหญิงช่วงแรกสาวเป็นต้นไป แต่ตอนนี้เริ่มลุกลามในผู้ชาย กะเทย และเพศใกล้เคียง มีอาการควบคู่ไปกับการแสดงออกทางอวัยวะต่างๆของร่างกาย ได้แก่

1.ดวงตา จากที่เคยมี ลูกตาขนาดปกติไม่ว่าขนาดใดก็ตาม คนที่ "แอ๊บแบ๊ว" จะมีดวงตากลมบ้องแบ๊ว เกิดประกายวิบวับขึ้นมาอย่างหาสาเหตุไม่ได้ (สันนิษฐานว่าเป็นที่มาของคำว่าแอ๊บแบ๊วนั่นเอง) ถ้านึกภาพไม่ออก แนะนำให้ไปดูเอ็มวีเพลง ปู ของเนโกะจั๊มพ์ โดยเฉพาะภาพตอนสองสาวเล่นกับกล้อง นั่นแหละคืออาการแอ๊บแบ๊ว ส่วนอุปกรณ์เสริมความแบ๊วในข้อนี้ ได้แก่ ที่ดัดขนตา,มาสคาร่าและอายไลเนอร์ ที่จะช่วยขับให้ตาแบ๊วขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ เดี๋ยวนี้มีคอนแท็คเลนส์ ประเภทเพิ่มขนาดลูกตาดำด้วย อวัยวะข้างเคียงที่จะมีผลกระทบคือ คิ้ว ที่จะเลิกขึ้นนิดๆ หัวคิ้วจะหดเข้าหากัน ทำให้คนแอ๊บแบ๊วมีสีหน้าดูสงสัย ไร้เดียงสาอยู่ตลอดเวลา

2.แก้ม แก้มป่องเป็นอาการแอ๊บแบ๊วอันดับสองที่ขาดไม่ได้ ลำพังคนที่แก้มป่องเป็นธรรมชาติถือเป็นโชคดี แต่สำหรับคนที่แก้มตอบ โหนกปูด กรามสองข้างทำมุมฉากซึ่งกันและกัน จะได้เห็นอาการพยายามอมลมไว้ในปาก แล้วดันกระพุ้งแก้มให้ป่องออกมาจนกระทั่งดูน่าหยิกเล่น คนที่แอ๊บแบ๊วจนชำนาญขนาดแก้มที่ป่องกำลังดีดูน่ารัก แต่สำหรับแอ๊บแบ๊วมือใหมหลายคนพลาดแก้มป่องเป็นปลาทองรักเร่

3.ปาก สาวแอ๊บแบ๊วจะถูกกำหนดให้มีริมฝีปากบนบางๆ แล้วยกเชิดขึ้นจนเห็นฟันคู่หน้านิดๆ แบบอั้มพัชราภา/แตงโม/เมย์พิชนาฏ/ กิ๊บซ่า กิ๊บซี่ เกิร์ลลี่เบอรี่และดาราอีกเป็นสิบคน ที่ถ่ายรูปลงหนังสือกี่เล่มๆ ก็ทำปากแบบเดิมได้ตลอดเวลา ส่วนริมฝีปากล่างขณะแอ๊บแบ๊วนั้นมีข้อบังคับว่า ห้ามเผยอออกมาจนห้อยย้อย แต่ต้องเกร็งไว้นิดๆ เบะคางให้ดูคล้ายแอบงอนใครมา ทีเด็ดคือต้องยิงมุมปากให้เบี้ยวไปข้างที่ถนัดข้างใดข้างหนึ่งพอประมาณหน้าแบ๊วที่ออกมาจะดูแก่นเซี้ยวแสนซน และทำให้แอบคิดไปเองได้ว่า "ตอนนี้เราหน้าเหมือนโฟร์แล้วล่ะตะ เอง.." อย่าลืมรักษารูปปากไว้ตลอดเวลาที่พูดคุยด้วยนะคะ เสียงที่ออกมาจะได้อ้อม แอ้ม พูดไม่ชัด

4.เสียง เสียงเป็นอาการทางกายภาพข้อสุดท้าย ของการแอ๊บแบ๊ว เสียงมาตรฐานการแอ๊บแบ๊วคือเสียงเล็กๆ อู้อี้นิดๆ อ้อนหน่อยๆ และทำอย่างไรก็ได้ให้ผิดอักขระวิธีให้มากที่สุด เช่น ใช่ไหม เป็น ชิเมะ? / ชิป้ะ? / ชิม้า? ,คือว่า,เอ่อ เป็น คึ่ บั่บ / คึ่แบ๊บ / เอิ่ม / อึ่มมม , อะไรน่ะ เป็น อึ่หล่ายอ้ะ? เป็นต้น ส่วนตัวอย่างประโยคการพูดแอ๊บแบ๊ว เป็น "ฮั้ย! สัสดีแกร..มะได้เจ๊อกึนนานม๊ากกก คิดถึ่งซูดซู๊ดดด ไปกินค๊าวที้ ซึ่หย่ามกึนเมะ เด๋วพี๊..ชายเราป้ะส่งแหละ"

สุดท้ายเว็บไซต์ดังกล่าว ยังบอกวิธีฝึก แอ๊บแบ๊ว ง่ายๆคือยืนหน้ากระจก ฝึกทำหน้าให้แบ๊วที่สุด แล้วลองอ่านข้อความเหล่านี้อัดเสียงใส่เทปเอาไว้ ถ้าเปิดฟังแล้วรู้สึกอยากกระโดดถีบตัวเองเมื่อไหร่ แสดงว่าคุณผ่านการ "แอ๊บแบ๊ว" ระดับเบสิคได้แล้ว

เอ๊าๆ ใครยังทำไม่เป็น มาดูรูปน่ารัก คนแอ๊บแบ๊ว แยกเป็นเซ็ทนะคะ

จากกการค้นหาความหมายคำว่าแอ๊บแบ๊วทางอินเตอร็เน็ต พบว่า นอกจากแทรนด์การพูดภาษาไทยแบบแอ๊บแบ๊ว จะเป็นที่นิยมในหมู่เด็กและเยาวชนทั่วไปแล้ว ยังมีอิทธิพลมาสู่ภาษาเขียนในอินเตอร์เน็ตของเด็กและเยาวชนเป็นจำนวนมาก

2007/Jul/23

when the bus comes, you look at it and you said to yourself.
เมื่อรถเมล์มา คุณมองไปที่มัน และบ่นกับตัวเองว่า

"eee....so full....cannot sit down one".
"อี๋... คนเพียบเลย ไม่มีที่นั่งด้วย"

so you said to yourself, "i'll wait for the next one".
และคุณก็พูดกับตัวเองว่า "ฉันรอคันต่อไปดีกว่า"

"so you let the bus go and waited for the second bus.
และคุณก็ปล่อยให้รถเมล์คันนั้นผ่านคุณไปแล้วรอรถเมล์คันที่ 2


then the second bus came, you looked at it and you said,
เมื่อรถคันที่ 2นั้นมา คุณมองไปที่รถเมล์นั่นแล้วบ่นว่า

"eee...this bus so old..surely very uncomfortable one."
"อี๋... รถเก๊าเก่า มันต้องนั่งไม่สบายแน่เลย"

so you let the bus go and again, decided to wait for the next bus.
แล้วคุณก็ปล่อยให้รถเมล์คันนั้นผ่านไปอีกครั้ง และตัดสินใจที่จะรอรถเมล์คันต่อไป

after a while another bus came,
และแล้วรถเมล์อีกคันก็มาถึง

it's not crowded, not old but you said,
คราวนี้มัน คนไม่เยอะ และรถก็ไม่เก่าแต่คุณก็ยังบ่นอีกว่า

"eee..no air-con one..and the weather is so warm,better wait for the next one"
"อี๋... แอร์ก็ไม่มี ตอนนี้อากาศร้อนจะตาย รอรถคันใหม่ดีกว่า"

so again you let the bus go and decided to wait for the next bus.
อีกครั้งหนึ่งที่คุณปล่อยให้รถเมล์ ผ่านคุณไป และตัดสินใจที่จะรอรถอีกคัน

then the sky started to get dark as it is getting late.
ท้องฟ้าชักเริ่มครึ้มๆ และก็มันก็เริ่มสายแล้ว

you panicked and jump on to the next on coming bus.
คุณชักเริ่มกระวนกระวายในการรอรถเมล์

it is not until much later that you found out
จนแล้วจนรอดรถเมล์ก็ยังไม่สักที

that you had boarded on to the wrong bus!
นั่นแหล่ะคุณจึงเริ่มรู้แล้วว่าคิดผิดที่ไม่ขึ้นรถคันก่อนหน้านี้

so you wasted your time and money waiting for what you want!
คล้ายๆกับคุณยอมที่จะเสียเงินและเวลา เพื่อที่จะให้ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ

even if an airson bus came, can you ensure that the aircon bus
ถ้าหากว่าคุณคิดว่ารภเมล์ธรรมดาที่ผ่านมาเป็นรถแอร์ไม่ได้เหรอไง

won't break down or whether will the aircon be too cold for you?
แอร์อาจจะเสีย หรือไม่ก็คิดว่ามันเป็นแอร์ที่เย็นพอสำหรับคุณ

so people wanting to get what you want is not wrong.
การที่คนมากมาย ต้องการที่จะได้อย่างที่เราต้องการมันไม่ผิดหรอก

but it wouldn't hurt to give other people a chance right?
แต่คุณจะไม่รู้สึกอะไรบ้างเหรอ ที่คุณหยิบยื่นโอกาศที่ตัวเองควรจะได้ให้คนอื่นไป

if you found that the "bus" doesn't suit you,
ถ้าหากว่าคุณเจอรถเมล์คันนั้น คันที่อาจจะไม่ใช่อย่างที่คุณต้องการ

just press the redbutton and get off the bus.
ก็เพียงแค่ กดปุ่มเรียกรถเมล์(โบกรถ) แล้วขึ้นรถเมล์ เท่านั้นก็จบ

but wait...i'm sure you have this experience before.
แต่เดี๋ยวก่อน ผมแน่ใจเลย ว่าคุณต้องเคยเจออย่างนี้มาก่อน

you saw a bus coming (th e bus you want of course)
คุณเห็นรถเมล์กำลังวิ่งมา (แน่นอนว่ามันเป็นรถเมล์คันที่คุณต้องการ)

you flagged it but the driver act blur
คุณโบกมือเรียกให้รถหยุด แต่คนขับดันเบลอ

by pretending not seeing you and zoomed pass you!
ไม่เห็นว่าคุณโบกมือ แล้วรถคันนั้น ....
รถคันนั้นที่คุณรอมาตั้งนานก็ผ่านคุณไปต่อหน้าต่อตา

well, and when the bus zoomed pass, what you may have to do is WALK!!!!
ดีแล้ว เมื่อรถเมล์ที่คุณต้องการผ่านไปแล้ว สิ่งที่คุณต้องทำคราวนี้คือการเดิน

the bottom line is being loved is like waiting for a bus whether you want.
มันก็คล้ายกับชีวิตรักของเราๆ เหมือนกับที่เรารอรถที่เราต้องการ

to get on the bus and give the bus a chance depends totally on you.
เพียงแค่ขึ้นไปบนรถ ให้โอกาศรถนั้นได้โอบอุ้มความรักคุณไว้

and walking is like being out of love.
และการที่ คุณเดินนั้นแหล่ะที่คุณปล่อยให้ความรักหลุดลอยไป

you never lose by loving.
คุณจะไม่มีวันเสียอะไรถ้าคุณคิดจะรัก

you always lose by holding back.
แต่ถ้าคุณไม่ดึงรักที่ผ่านเข้ามาไว้ คุณก็จะเสียโอกาสที่คุณควรจะมี